การคั่วกาแฟ
สารกาแฟดิบนั้นยังไม่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ เนื่องจากสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ในเมล็ดไม่สามารถละลายน้ำได้ จึงต้องนำมาให้ความร้อนโดยการคั่วเสียก่อน การคั่วนี้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ภายในเมล็ดกาแฟไปมากที่สุดจากทุกกระบวนการที่กล่าวมาก่อนหน้า เชื่อกันว่าในการคั่วมีสารอินทรีย์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยความร้อนนี้ประมาณ 1,000 ชนิด บางอย่างเพิ่มขึ้น บางอย่างลดลง บางอย่างเกิดขึ้นใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ความร้อนจะเปลี่ยนแป้งเชิงซ้อนให้เป็นน้ำตาลที่ละลายน้ำได้ เกิดสารเมลานอยดินซึ่งทำให้เมล็ดกาแฟคั่วมีสีน้ำตาลและทำให้กาแฟมีบอดี้มากขึ้น เกิดสารเคมีที่ระเหยได้จำนวนมากซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นต่าง ๆ เช่น กลิ่นคาราเมล กลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นผลไม้ ฯลฯ ท้ายที่สุดจึงได้เป็นเมล็ดกาแฟคั่วที่ทุกคนคุ้นตาและคุ้นกลิ่น
 
 
การคั่วกาแฟที่ดีนั้นจะต้องคำนึงทั้งทิศต้นน้ำและปลายน้ำของเมล็ดกาแฟ ทิศต้นน้ำในที่นี้หมายถึงแหล่งปลูกและวิธีการแปรรูปสารกาแฟ ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ของแต่ละแหล่งอยู่เป็นทุนเดิม โรงคั่วกาแฟที่มีทักษะจะสื่อกลิ่นและรสนี้ไปให้ถึงแก้วกาแฟโดยไม่ทำให้เสียเอกลักษณ์ไป ส่วนทิศปลายน้ำหมายถึงวิธีการชงและชนิดเครื่องดื่มที่ถึงมือลูกค้าในตอนท้าย การสกัดกาแฟด้วยแรงดันจากเครื่องเอสเปรสโซย่อมสกัดกาแฟได้ต่างจากการเทน้ำร้อนอย่างแผ่วเบาลงผงกาแฟที่อยู่บนกระดาษกรอง และการทำเครื่องดื่มเย็นก็ย่อมต้องคำนึงถึงผลของน้ำแข็งต่อกลิ่นและรสชาติของกาแฟเช่นกัน
 
 
แม้ว่าการให้ความร้อนกับเมล็ดกาแฟนั้นจะสามารถวัดค่าได้ เช่น ให้ความร้อนกี่องศาเป็นเวลากี่นาที หรือเร่งความร้อนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในเวลากี่วินาที แต่ผลลัพธ์ท้ายสุดนั้นก็ต้องถูกตัดสินด้วยความชอบของลูกค้าเรา ซึ่งมีรสชาติที่โปรดปรานต่างกันออกไป การคั่วกาแฟจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์