การชงกาแฟ
การสกัดกาแฟทำได้หลากหลายวิธี หัวใจหลักของทุกวิธีคือการนำน้ำมาผสมกับผงกาแฟ เพื่อให้สารที่ละลายน้ำได้ในผงกาแฟถูกสกัดออกมาในน้ำ ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องดื่มต่อไป สิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละวิธีคือขนาดของผงกาแฟ ระยะเวลาที่น้ำสัมผัสกาแฟ อุณหภูมิน้ำที่ใช้สกัด ได้ใช้แรงดันในการสกัดหรือไม่ และวัสดุที่ใช้เพื่อแยกกากกาแฟที่เหลือออกจากเครื่องดื่ม
 
1. Espresso
 
Espresso เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า “รวดเร็ว” เนื่องจากเครื่องชงเอสเปรสโซนั้นสามารถสกัดกาแฟได้ในระยะเวลาเพียงครึ่งนาที ซึ่งเร็วกว่าทุกวิธีในช่วงที่เครื่องถูกคิดค้นขึ้นในประเทศอิตาลี จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องดื่มที่เกิดจากเครื่องจักรชนิดนี้ เหตุที่เครื่องชงสกัดกาแฟได้ด้วยเวลาน้อยขนาดนี้ ก็เพราะผงกาแฟที่ใช้ชงนั้นละเอียดมากเหมือนแป้งฝุ่นซึ่งมีพื้นที่ผิวรวมกันมหาศาล หากน้ำสัมผัสผงกาแฟนานก็จะสกัดกาแฟออกมามากเกินไป แต่การจะดันน้ำผ่านผงกาแฟที่อัดแน่นเช่นนั้น จำเป็นต้องใช้แรงดันที่สูงมากจากปั๊มน้ำในเครื่องด้วย เมื่อนำหลักการทั้งหมดมารวมกัน กาแฟเอสเปรสโซจึงเป็นกาแฟที่เกิดจากการอัดน้ำร้อนด้วยแรงดันสูงผ่านผงกาแฟที่ถูกอัดจนแน่นในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ได้เครื่องดื่มแก้วเล็ก ๆ ที่มีรสชาติเข้มข้นนั่นเอง นอกจากการดื่มเพียว ๆ แล้ว เอสเปรสโซยังสามารถนำไปใช้ทำเป็นกาแฟชนิดอื่น ๆ ได้อีกมากมาย เช่น อเมริกาโน คาปูชิโน ลาเต แฟลตไวต์ มอคค่า ฯลฯ
 
 
2. French press
 
French press เป็นวิธีชงกาแฟที่เก่าแก่ ถูกจดสิทธิบัตรครั้งแรกย้อนไปเมื่อ 1929 วิธีการชงจะแตกต่างจาก pour-over คือแทนที่น้ำจะไหลผ่านผงกาแฟทีละน้อยแต่ค่อย ๆ เทซ้ำ ๆ การชงแบบ French press จะใช้น้ำทั้งหมดผสมกับกาแฟทั้งหมด แล้วตั้งทิ้งไว้ให้กาแฟถูกสกัดจนอิ่มตัวในน้ำ จากนั้นจึงค่อยใช้ด้ามตรงกลางกดแผ่นกรองโลหะลงด้านล่าง เพื่อแยกกากกาแฟกับน้ำอีกครั้ง กาแฟที่ได้จึงมีบอดี้ที่แน่นกว่ากาแฟฟิลเตอร์และรสชาติซับซ้อนกว่า
 
 
3. Aeropress
 
Aeropress เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟหน้าใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี 2005 โดยบริษัท Aerobie วิธีการทำงานของมันคล้ายไซริงจ์ฉีดยา คือมีด้ามสูบอยู่ในกระบอกสูบ แล้วใช้แรงกดเพื่อดันน้ำให้ผ่านฟิลเตอร์ลงแก้ว แต่เดิม Aeropress ใช้ฟิลเตอร์กระดาษ แต่ต่อมาก็มีผู้ผลิตรายอื่นคิดฟิลเตอร์โลหะที่ล้างใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ มาเป็นตัวเลือกด้วยเช่นกัน ด้วยการชงที่ต้องใช้แรงกดระดับหนึ่ง กาแฟที่ได้จึงมีบอดี้ที่แน่นกว่ากาแฟฟิลเตอร์ทั่วไปและมีรสชาติที่ซับซ้อน หากเทียบกับ French press แล้ว Aeropress จะให้รสกาแฟที่เปรี้ยวน้อยกว่าและบอดี้แน่นกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมีรสชาติออกไปทางเอสเปรสโซมากกว่า (เพราะใช้แรงกด)
 
 
4. Pour-over (Filter)
 
กาแฟฟิลเตอร์หรือที่เรียกกันติดปากว่ากาแฟดริปนั้น แบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภทหลัก ๆ ที่นิยมกันแพร่หลายในปัจจุบัน คือ Hario V60, Kalita Wave, และ Chemex ตามชื่อบริษัทที่คิดค้นภาชนะสำหรับชงกาแฟลักษณะนี้ ไม่ว่าภาชนะจะเป็นรูปทรงใด วิธีชงก็คือการเทน้ำร้อนจากกาน้ำที่มีปากยาวลงบนผงกาแฟซึ่งอยู่บนกระดาษกรองอีกทีหนึ่ง เนื่องจากวิธีนี้ไม่ใช้แรงดัน และน้ำร้อนก็เพียงไหลผ่านกาแฟ ไม่ได้แช่อยู่ด้วยกันแล้วค่อยแยกออกจากกันเหมือน Aeropress หรือ French press ทำให้กาแฟที่ได้มีบอดี้บาง คลีน และสว่างกว่าวิธีอื่น ๆ
 
 
5. Cold brew
 
กาแฟโคลด์บริวสามารถทำได้สองแบบหลัก ๆ แต่เรียกรวม ๆ กันว่าโคลด์บริวทั้งคู่ คือใช้โคลด์ดริปเปอร์ที่รูปลักษณ์คล้ายนาฬิกาทรายค่อย ๆ หยดน้ำเย็นลงกาแฟช้า ๆ หรือใช้ผ้าสะอาดห่อผงกาแฟแล้วนำไปแช่ในน้ำ แล้วนำทั้งคู่แช่ในตู้เย็นข้ามคืน แต่ไม่ว่าจะวิธีใด การไม่ใช้น้ำร้อนในการสกัดจะบังคับให้ต้องแช่กาแฟข้ามคืนเพื่อให้ระยะเวลาที่ยาวนานช่วยสกัดกาแฟแทนอุณหภูมิ ระยะเวลาในการชงวิธีนี้คือประมาณ 8-24 ชม. กาแฟที่ได้จะหวานขึ้น เปรี้ยวน้อยลง บอดี้บาง ดื่มง่าย แต่กลิ่นจะน้อยกว่าชงร้อน